การแบ่งระดับและประเมินสมรรถนะ

1. นวทางการแบ่งระดับสมรรถน

1.1.     แบ่งระดับสมรรถนะ โดยแบ่งกลุ่มรายการสมรรถนะ โดยมีพื้นฐานที่ว่า แต่ละสมรรถนะย่อยๆนั้น มีระดับสมรรถนะไม่เท่ากัน

เมื่อทำรายการสมรรถนะหรือรายการงานแล้ว เราต้องวิเคราะห์สมรรถนะแต่ละรายการนั้น ที่ควรอยู่ระดับ 1 หรือ 2 หรือ 3 หรือ 4  และมีความยุ่งยากขึ้นเมื่อ หากพนักงานมีสมรรถนะหลายรายการคละกันไป มีสมรรถนะทั้ง ระดับหนึ่ง ระดับสอง ระดับสาม รวมทั้งระดับสี่ ก็จะมีความยุ่งยากในการประเมินระดับสมรรถนะ

1.2.     แบ่งระดับสมรรถนะ บนพื้นฐานที่ว่า ทุกๆความสามารถย่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ หรือ เรื่องยากๆ ต่างก็มีความสำคัญ

ส่งผลต่อความสำเร็จของงาน  ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน การประเมินทำได้ไม่ยุ่งยากมาก โดยหากพนักงานมีจำนวนรายการสมรรถนะที่ทำได้มาก ก็ได้รับการประเมินระดับสมรรถนะสูง  มีจำนวนรายการสมรรถนะที่ทำได้น้อย ก็ได้รับการประเมินสมรรถนะระดับไม่สูง

2. การประเมินสมรรถนะย่อย

การประเมินรายการสมรรถนะแต่ละรายการ ว่าพนักงานสามารถทำได้หรือไม่ได้ ผ่านหรือไม่ผ่าน วิธีการประเมิน 3 วิธีใหญ่ๆคือ

  • การประเมินโดยการสังเกต
  • การประเมินโดยใช้แบบทดสอบ
  • การประเมินโดยการสะสมผลงาน

  การประเมินสมรรถนะพนักงานโดยการสังเกต

การประเมินวิธีนี้ง่าย ไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วยประเมินหรือใช้เอกสารอะไร และรวดเร็ว ใช้เพียงพิจารณาญาณของหัวหน้างานก็สามารถประเมินได้  แต่วิธีนี้อาจมีเรื่องความยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเป็นข้อจำกัดของการประเมินสมรรถนะด้วยวิธีนี้

อย่างไรก็ตามการประเมินโดยการสังเกตนี้ ก็ยังมีใช้อยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน โรงงานมีการประเมินเพื่อให้ผลตอบแทนพนักงาน เพื่อขึ้นเงินเดือน ขึ้นค่าแรง หรือ การจ่ายโบนัส ด้วยการสังเกต มีกระดาษประเมินผลประจำปี หรือประจำครึ่งปี 1 แผ่น ใช้ตัดสินใจ หรือในการส่งพนักงานเข้าอบรมหัวข้อต่างๆ หัวหน้างานก็ใช้การสังเกต ว่าพนักงานคนนี้ขาดหรือมีสมรรถนะไม่เพียงพอในเรื่องนี้จึงควรเข้าอบรมเรื่องนั้น

ดังนั้นหากหากมีรายการงานเพื่อช่วยประเมิน ก็ช่วยให้การประเมินนั้นยุติธรรมมากขึ้น บอกได้ว่าที่ได้ขึ้นเงินมากกว่าเพื่อนเพราะทำงานได้มากกว่า ทำงานหัวข้อนี้ได้เก่งกว่า  หรือบอกได้ว่า ควรส่งอบรมเรื่องนี้เพราะยังมีสมรรถนะในหัวข้อนั้นน้อยไป

การประเมินสมรรถนะพนักงานโดยใช้แบบทดสอบ

เป็นการประเมินที่สามารถประเมินได้ทั้งภาคความรู้ และ ภาคทักษะทำงาน มีมาตรฐานชัดเจน วัดสมรรถนะตามหัวข้อต่างๆด้วยเอกสารและการบันทึกที่ชัดเจน จึงเป็นแนวทางที่เป็นที่ต้องการของโรงงานหลายๆ โรง

แต่การสร้างแบบทดสอบมีความยุ่งยากมาก เช่น

  • จะออกแบบทดสอบอย่างไรให้สามารถประเมินสมรรถนะต่างๆได้ครบถ้วน
  • จะออกแบบทดสอบอย่างไรให้มีความยากง่ายที่เหมาะสมกับระดับสมรรถนะ
  • จะออกแบบทดสอบอย่างไรให้เป็นผลการประเมินเป็นตัวแทนของสมรรถนะพนักงาน เช่นพนักงานอาจทำแบบทดสอบได้ดี แต่ขณะทำงานจริงมีสมรรถนะไม่ดีเท่า
  • จะสร้างเกณฑ์ประเมินอย่างไรให้มีความยุติธรรม
  • การจัดทดสอบโดยเฉพาะภาคปฏิบัติ ต้องใช้ทรัพยากรมากมาย ได้แก่ เวลา เครื่องจักร เครื่องมือ วัสดุ บุคลากรต่างๆ เพื่อให้การประเมินประสบผลสำเร็จ

การประเมินสมรรถนะพนักงานโดยการสะสมผลงาน

การสะสมผลงานของพนักงาน ทำให้เห็นว่า พนักงานมีสมรรถนะ มากน้อยเพียงใด ใช้งานที่ทำในแต่ละวันบันทึกสมรรถนะ หากทำงานที่ได้รับมอบหมายได้ ก็แสดงว่ามีสมรรถนะในเรื่องนั้นๆ

การสะสมผลงานมีมานานมาแล้ว ในระบบการศึกษา นักเรียนช่างกลโรงงาน จะต้องส่งผลงานให้อาจารย์ เพื่อบันทึกว่าสามารถทำงานได้ดีในระดับใด แล้วเก็บคะแนนไว้รวมกับการทดสอบภาคทฤษฎี ปลายภาค หรือในส่วนของการศึกษาสามัญ วิชาที่เป็นภาคปฏิบัติเช่น พละศึกษา จะมีการสะสมความสามารถด้านกีฬาต่างๆที่เรียน เช่น บาสเก็ตบอล ก็สะสมความสามารถด้านการเคาะบอล การชู้ท  และไม่มีการทดสอบปลายภาค

การสะสมผลงาน จะยุ่งยากในการทำงาน แต่ก็ไม่มากเหมือนกับการต้องจัดการทดสอบครั้งใหญ่ ให้พนักงานเป็นผู้เก็บสะสมผลงานก็ได้ วันนี้ทำงานอะไรได้ ก็บันทึก Jobงานนั้นไป หากหัวข้อสมรรถนะใด ยังไม่มีผลงาน ก็ต้องขวนขวายจากหัวหน้างานให้มอบหมายงานให้ เพื่อมีโอกาสแสดงความสามารถได้

3.  เกณฑ์การประเมินระดับสมรรถนะ

การประเมินระดับเป็นอีกขั้นตอนที่มีความสำคัญมากและเป็นขั้นตอนที่มีความยุ่งยากมากอีกด้วย หลายๆโรงงาน ติดขัดการเรื่องนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากวัตถุประสงค์ของการประเมินสมรรถนะพนักงานของโรงงานส่วนใหญ่เป็นเรื่องการแบ่งระดับฝีมือ เพื่อการจ่ายค่าตอบแทนเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หากไม่มีเรื่องค่าตอบแทน เข้ามาเกี่ยวข้องก็ไม่ยุ่งยากนัก ซึ่งมีแนวทาง เช่น

3.1 ใช้จำนวนสมรรถนะของระดับที่ต้องการประเมิน เช่น ต้องผ่านสมรรถนะ(เฉพาะ)ระดับ 3 อย่างน้อยร้อยละ 80 หมายถึง ผ่านการประเมินระดับ 3

การประเมินเช่นนี้ สอดคล้องกับ แนวทางการแบ่งระดับ แบบที่ 1

3.2 ใช้จำนวนสมรรถนะเป็นหลักประเมิน โดยนับจำนวนสมรรถนะที่ทำได้เทียบกับจำนวนสมรรถนะทั้งหมด  แล้วคิดเป็นสัดส่วน เช่น มีสมรรถนะที่ทำได้ คิดเป็นร้อยละ 75 หมายถึง ผ่านการประเมินระดับ 3 เป็นต้น

การประเมินเช่นนี้ สอดคล้องกับ แนวทางการแบ่งระดับ แบบที่ 2

%d bloggers like this: